NiKong Stories & Diary

|

บันทึกความทรงจำและเรื่องราวในชีวิต

R.I.P. Steve Jobs

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม 2011

การจากไปของ Steve Jobs ทำให้กลับมาอัพบล็อกอีกครั้ง
ที่บ้านมีผลิตภัณฑ์ Apple มากมาย และแต่ละชิ้นล้วนเป็นของรักทั้งนั้น เพราะผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดี ขอบคุณ Steve Jobs ที่สร้างสรรค์ผลงานดีๆไว้ให้

time machine

วันพฤหัส ที่ 14 กรกฎาคม 2011

คิดถึงคนที่นั่งตรงกลาง แถวหน้าสุด

กำหนดการท่องเที่ยวชิวๆ HK-Macau 11-15 Dec 2010

วันพุธ ที่ 8 ธันวาคม 2010

เสาร์ 11 ธ.ค. 53 (วันที่ 1)
- ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ 8:00
- เครื่องขึ้น 10:10 ถึงมาเก๊า 13:45
- นั่งรถเมล์สาย AP1 ไปท่าเรือ Macau Ferry ซื้อตั๋วขึ้นเรือ First Ferry 15:00
- ขึ้นฝั่งที่เกาลูน ประมาณ 16:00 นั่ง MTR สายสีแดงที่สถานี จิมซาโจ่ย(Tsim Sha Tsui) ไปลงสถานี Yau Ma Tei เดินไปเช็คอินโรงแรม Casa Hetel
- กินโจ๊กฮ่องกงร้าน Ocean Empire (ร้านสีม่วง) สถานี Yau Ma Tei (Exit C)
- เดินขึ้นไปช็อปของเล่นที่ CTMA ถนน Sai Yueng Choi St. South (ดูในหนังสือหน้า 96)
- ช็อปปิ้งตามถนนนาธานไล่ลงมาจนสุดถนนนาธานเวลา 19:40 (ถ้าเมื่อยก็นั่ง MTR ไปลง Tsim Sha Tsui)
- เดินเรื่อยมาจนถึง Victoria Harbour รอชม Symphony of Light ที่เริ่มเวลา 20:00 (บริเวณที่วิวดีในการชมคือระหว่างศูนย์วัฒนธรรมฮ่องกงไปถึงหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะ) การแสดงจบเวลา 20:15
- เดินชมวิวไป Avenue of Stars ถ่ายรูป เวลา 21:30
- นั่ง MTR ไปลง Mong Kok (Exit E2) หาอะไรกิน เดินไปถนน Tung Choi St. เดินช็อปตลาด lady market ถึง 24:00
- กลับเข้าโรงแรม นอนพักผ่อน

อาทิตย์ 12 ธ.ค. 53 (วันที่ 2)
- ตื่นนอน 7:30 อาบน้ำ ออกจากโรงแรม 8:20
- ซื้อตั๋วปลาหมึก นั่ง MTR สายสีแดงที่สถานี Yau Ma Tei ไปลงที่สถานี Lai King แล้วต่อสายสีส้มไปลงที่สถานี Tung Chung เดินออก Exit B เดินไปขึ้นกระเช้าที่ Cable Car Terminal ซื้อตั๋วแบบ Crystal Cabin – Round Trip ใบละ 157 HKD
- ลงกระเช้าประมาณ 10:00 เดินชมวิวถ่ายรูปจากหมู่บ้านนองปิง แวะกิน Mango Pancake ร้าน Honeymoon Dessert เดินเล่นไปจนถึงพระใหญ่ ขึ้นไปถ่ายรูป แล้วลงมาแวะวัดโปลิน(ถ้าเวลาเหลือ) ก่อนกลับมานั่งกระเช้า เวลา 11:30
- เข้าไปช็อปของถูกใน City Gate Outlet Mall และหาอะไรกิน จนถึง 14:00
- ไปขึ้น MTR ที่สถานี Tung Chung  ลงสถานี Lai King เปลี่ยนไปนั่งสายสีแดงแล้วลงสถานี Prince Edward เปลี่ยนไปนั่งสายสีเขียวแล้วลงสถานี Wong Tai Sin ที่ Exit B เข้าชมวัดหวังต้าเซียน จนถึง 15:15
- กลับมาขึ้น MTR ไปลงที่ Daimond Hill ที่ Exit C เข้าชมสวนหนานเหลียน(Nan Lian Garden) ถ่ายรูปแล้วเดินไปชมสำนักชีฉีหลิน(Chi Lin Nunnery) ถ่ายรูปเล่นจนถึง 16:45
- นั่ง MTR ไปลง Mong Kok เปลี่ยนเป็นสายสีแดง ไปลงสถานี Central (Exit F) เดินไปทางท่าเรือ Star Ferry หาป้ายรถเมล์สาย 15C ไปลงที่ Lower Peak Tram Station ค่ารถ 4.20 HKD (นั่งแบบ 2 ชั้นเปิดประทุน)
- ถึงตีนเขาประมาณ 18:00 ใช้บัตรปลาหมึกซื้อตั๋วรถรางไป-กลับ ขึ้นไปบน The Peak ถ่ายรูปเล่นตรงลานกว้างระหว่างตึก แล้วเข้า The Peak Galleria กินร้าน Mak’s Noodle  ชั้น G เดินเล่นต่อจนถึง 19:00
- ไป The Peak Tower ตึกรูปชามเพื่อขึ้นไปชมวิวถ่ายรูปบนดาดฟ้า รอดู Symphony of Light บนยอดตึกเวลา 20:00
- นั่งรถรางกลับแล้วต่อรถเมล์ 15C ไปลง Exchange Square ที่สถานี Central แล้วนั่ง MTR ไป Tsim Sha Tsui กลับถึงที่พัก หาอะไรกินแล้วพักผ่อน

จันทร์ 13 ธ.ค. 53 (วันที่ 3)
- ตื่น 7:45 อาบน้ำแต่งตัวถึง 8:45 หาอะไรกินแถวโรงแรมจนถึง 9:30 แล้วนั่ง MTR ไป Disney Land
อย่างแรกเลยชม Hong Kong Disneyland ทั่วโดยนั่ง Railroad Station ก่อน อย่าเพิ่งสนใจ Main Street ให้ไป Adventure land
-   หยิบ Fast Pass ของ Festival of The Lion King
-   เข้าเล่น Jungle River Cruise
-   กลับมาชม  Festival of The Lion King
ไป Fantasyland
-   หยิบ Fast Pass ของ The Many Adventures of The Winnie The Pooh
-   เล่น เครื่องเล่นใน Fantasyland จนถึงเวลาให้ลับเข้าไปเล่น The Many Adventures of The Winnie The Pooh พร้อมทั้งดูว่า The Golden Mickey จะเล่นตอนไหน
-   เข้าเล่น The Many Adventures of The Winnie The Pooh ตามเวลาใน Fast Pass
-   ไปเอา Fast Pass ของ Mickey’s Philhar Magic (ไม่แน่ใจว่าจะมี Fast Pass รึเปล่านะค่ะ  ???)
-   ไปชม The Golden Mickey (ต่อแถวรอนานหน่อยนะค่ะ)
-   เข้าไปชม Mickey’s Philhar Magic
ไป Tomorrow land
-   ไปเอา Fast Pass ของ Buzz Lightyear Astro Blaster
-   แวะทานอาหารกลางวัน
-   แล้วอย่าลืมดูเวลาของขบวนพาเหรดด้วยนะ ประมาณ่าย 3 โมงครึ่ง ให้ไปรชมขบวนาเหรดที่ หน้าปราสาท หรือ บนถนน Main Street USA
-   เข้าเล่น Buzz Lightyear Astro Blaster
-   ไปเอา Fast Pass ของ Space Mountain
-   เก็บตกเครื่องเล่นต่างๆที่ยังไม่ได้เล่นให้ครบ
-   เล่น Space Mountain
-   ทาน อาหารเย็น และเดินเล่นแถวๆ Main Street เพื่อรอดูดอกไม้ไฟ หรือเก็บตกเครื่องเล่นที่อยากเล่นซ้ำ เช่น Space Mountain และ Buzz Lightyear Astro Blaster
-   ชมดอกไม้ไฟที่หน้าบริเวณปราสาท
-   ซื้อของที่ระลึก
-   เดินทางกลับที่พัก
- หาอะไรกิน ถ้ามีเวลาเดินซื้อของถ่ายรูปแถวที่พักต่อ กลับโรงแรมแพ็คกระเป๋าเตรียมไปมาเก๊าก่อนนอน

อังคาร 14 ธ.ค. 53 (วันที่ 4)
- ตื่น 5:45 อาบน้ำแต่งตัวเก็บของเช็คเอ๊าท์ 6:30
- นั่ง MTR ไปลง Tsim Sha Tsui เดินไปท่าเรือ Star Ferry ขึ้นเรือ First Ferry รอบ 8:00 ไปลงท่าเรือมาเก๊า 9:30
- เดินมาหน้าตึกท่าเรือ (ไม่ต้องข้ามถนน) ขึ้นรถโรงแรม Royal Hotel ฝากกระเป๋าที่โรงแรม 10:15
- นั่ง Taxi ไปวัดอาม่า (A-Ma Temple) ถึงวัด 10:45 เดินชม สักการะ ถ่ายรูปจนถึง 11:45
- ออกจากวัดข้ามถนนขึ้นรถเมล์สาย 11 ไปเซนาโด้ (ซันมาโหล่ว ภาษาจีน) เดินถ่ายรูปเล่นไปจนถึงซากประตูโบสถ์ เดินเล่น ถ่ายรูป กินมื้อเที่ยง กินขนมทาร์ตไข่ เดินกลับโรงแรมเช็คอินเวลา 15:00
- 15:35 นั่งรถบัสโรงแรมไปลง Fisherman’s Wharf เดินเล่นถ่ายรูปจนถึง 18:00
- นั่งรถเมล์หรือ Taxi ไปเวเนเชี่ยน หาอะไรกิน เดินเล่นถ่ายรูปจนถึง 20:30
- นั่งรถเมล์สาย 21A, 25, MT1, MT2 ลงหน้า Wynn คาสิโน ดูน้ำพุประกอบแสงสีเสียง จากนั้นเข้าไปด้านในเดินตามป้ายไปที่ Rotunda ดูโชว์ต้นไม้แห่งความมั่งคั่ง
- จากนั้นออกมาเดินดูแสงสี ถ่ายรูปเล่น ถ้ามีแรงก็เดินไปจนถึงรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมกลางน้ำถ่ายรูป แล้วนั่ง Taxi กลับโรงแรมนอนพักผ่อน

พุธ 15 ธ.ค. 53 (วันที่ 5)
- ตื่น 7:30 อาบน้ำแต่งตัว จัดเก็บของลงกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน ออกไปหาอะไรกินระแวกโรงแรม ถ่ายรูปเล่น เดินเล่น
- 11:00 เช็คเอ๊าท์ 11:30 ขึ้นรถบัสฟรีจากโรงแรมไปลงท่าเรือ Macau แล้วต่อรถเมล์สาย  AP1 ไปลงสนามบิน
- เตรียมตัวบินกลับเวลา 14:10 ถึงไทยโดยสวัสดิภาพเวลา 16:00

อีป้าจำไม

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม 2010

ปกติมีแต่เด็ก เจ้าหนูจำไม ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เจอไอ้ป้าจำไมกับเค้าด้วย พอดีไปส่งไปรษณีย์ตามปกติทุกวัน ไปเจอลุงป้าสามีภรรยาคู่นึง ลุงก็ดูหน้าตาหงุดหงิดตลอดเวลา ส่วนป้าก็ขี้เหนียวฉิบหาย ทั้งคู่กำลังจะส่งพอร์ทไปให้ลูกที่เมืองนอก ซึ่งประกอบด้วยเอกสารกระดาษขนาด A4 และ CD แผ่นนึง ซึ่งการส่งไป ตปท.นั้น จะแบ่งเป็นการส่ง document กับส่งพัสดุทั่วไป(นี่กูยืนฟังจนเข้าใจตั้งแต่ประโยคแรก) ซึ่งการส่งประเภท document นั้นค่าส่งถูกกว่า แต่จะจำกัดเฉพาะเอกสารที่เป็นกระดาษเท่านั้น (ฟังแค่นี้มึงก็น่าจะเข้าใจแล้วนะอีห่า) แต่ของอีป้าดันมี CD ด้วยแผ่นนึง ทางไปรษณีย์จึงบอกว่าส่งแบบ document ไม่ได้ (มันเข้าใจยากมากเหรอวะ)

อีป้าเวรนี่ก็พยายามทวงถามว่าทำไมถึงใส่ CD ไม่ได้ล่ะ คุณน้าพนักงานก็ยิ้มแย้มตอบว่ามันเป็นกฎที่เค้าวางไว้ ถ้าสนามบินสแกนเจอจะถูกตีกลับทันทีนะ

อีป้าส้นตีนก็ถามต่อไปอีกว่า แล้วสอดไประหว่างกระดาษพวกนี้ไม่ได้เหรอ (อีเห็ดเหี่ยว มึงนี่งกจังนะ) พนักงานก็ยังคงยิ้มแย้มตอบร่ายยาวอีกไม่รู้จบ

พอพนักงานตอบเสร็จ อีป้าจำไมก็ถามต่อ ไอ้เหี้ยเอ้ยแล้วก็ยาวไม่จบไม่สิ้นหลายสิบประโยคหลากหลายสิบคำถามที่วนไปวนมาเพื่อที่จะได้ส่งไปด้วยค่าส่งที่ถูกลง อีเวรมีปัญญาส่งลูกไปเมืองนอกแท้ๆ ค่าส่งของเสือกงกจัง

หลายคนอาจสงสัย แล้วกูไปเสือกอะไร แน่นอนครับผมจะไม่เป็นเดือดเป็นร้อนเลย ถ้าคุณน้าพนักงานที่ต้องคอยตอบอีป้ามะพร้าวเผาขึ้นรานี่คือพนักงานที่กำลังคีย์ข้อมูลส่ง EMS ของกระผมอยู่ ซึ่งต้องหยุดการทำงานไปตอบอีเหี้ยนี่ชักจะนานมาก และวนไปวนมา ประกอบกับความหิวข้าวของผมที่เวลาจะบ่ายสองโมงแล้วยังไม่ได้ซัดอะไรลงท้อง ไอ้ป้าเวรจะเอาให้ได้เลยสินะราคาถูกๆน่ะแล้วถามฉิบหายวายป่วน แล้วงานกูก็หยุดเพื่อตอบคำถามปัญญาอ่อนของมึงเป็นเวลาหลายนาที

มันเป็นบทสนทนาที่ยาวจนทนไม่ไหวต้องทำหน้าเซ็งแล้วตัดบทว่า น้าครับผมรีบมากช่วยทำ EMS ให้เสร็จก่อนได้ป่ะ ก็เข้าใจนะน้าเค้าบริการดีใบหน้ายิ้มแย้มมาก แต่ที่กูหงุดหงิดคืออีเวรป้างกที่แม่งถามเหี้ยไรไม่รู้อยู่ได้ คำถามมันไม่ต้องการคำตอบแต่ต้องการที่จะส่งในราคา document โดยมีแผ่น CD หนึ่งแผ่นรวมไปด้วยให้ได้

จนงานกูเสร็จเดินออกมามันก็คงจะยิงคำถามต่อ เหี้ยเอ้ย ทนไม่ไหวจริงๆโคตรเรื่องมาก ทำอะไรที่ง่ายให้ยุ่งยาก แก่แล้วเกรียนว่ะสาดดด “อีป้าจำไม” กับ “ไอ้ลุงหน้างิ๊ด” กูจะจำพวกมึงไปอีกนาน

10/10/10 ฤกษ์ดี ไม่ต้องรอดวง

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม 2010

ไม่ได้อัพเดทซะนาน มีเรื่องผ่านเข้ามาเยอะแยะ หลังจากได้เข้ามาสัมผัสกีฬาลูกสีแล้ว ก็ไม่ได้แตะบีบีกันอีกเลย ยังไม่ขายเก็บไว้เล่นยามว่างเป็นสันทนาการไป ส่วนกีฬาหลักๆตอนนี้เทไปให้เพ้นท์บอลเต็มตัวแล้ว กับการลงแข่งที่ได้ประสบการณ์ ความรู้และอะไรหลายๆอย่าง ติดงอมแงม เปลี่ยนปืนใหม่เป็น GEO2 แล้ว ส่วน Victory กระบอกส้มเก็บไว้สำรอง

ต่อมา เมื่อวันที่ 9/10/10 ไปซื้อไอโฟน 4 แต่แห้วกลับมาเพราะคิวยาวไปไม่ทัน วันรุ่งขึ้น 10/10/10 วางแผนอย่างดี เนียนเข้าห้างไปรอจนได้คิวที่ 1 เลย 5555 ได้เครื่องมาสมใจ จอเรตินาดิสเพลย์ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ กำลังเห่อได้ที่กับไอโฟน 4 เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะซื้อเลยทั้งๆที่ใช้ apple มาหลายอย่าง แต่มองว่า”ไอโฟนแม่งโหลว่ะ” ตั้งแต่มันออกรุ่นแรกมาใหม่ๆ จนมาถึงไอโฟน 4 นี่แหละที่อดใจไม่ไหว โหลก็ช่างวะจะเอา อะไรที่ต้องการจริงๆ ถ้ามีความพยายามบวกกับการวางแผนที่ดี โอกาสสำเร็จสูงอยู่แล้ว เหมือนอย่างวันที่ 9 พลาดคิวซื้อ ทำให้กลับมานั่งหาข้อมูล คิดวางแผน จนวันรุ่งขึ้นได้คิวที่ 1 สมใจ เป็นบทเรียนที่ดีว่า อย่าหวังแค่ให้ทัน แต่จงหวังให้สูง และวางแผนทำให้ได้ดังหวัง การพลาดพลั้งไม่ใช่เพื่อท้อ แต่เพื่อแผนการที่ดีและความสำเร็จในวันข้างหน้าต่างหาก จำไว้ซะ

เป็นนายตัวเอง #2 ตอน ไม่ได้ทุกคนหรอกนะ

วันอังคาร ที่ 17 สิงหาคม 2010

ไม่ใช่ว่าใครๆก็สามารถทำธุรกิจของตัวเองได้ เพราะเท่าที่สังเกต คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีทางเลยที่จะควบคุมตัวเองให้มีความรับผิดชอบและกระตือรือล้นพอที่จะสร้างฐานะขึ้นมาเองได้

การเป็นนายตัวเอง ไม่มีใครอยู่เหนือเราอีกแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครมาคอยควบคุม เราอยู่เหนือกฎทุกข้อที่ตั้งขึ้นมา แต่ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎแห่งเวลา หนึ่งวันมันมีเพียง 24 ชั่วโมง จะบริหารอย่างไรให้สามารถดำเนินการไปได้ จะเอาเวลาไหนไปขยายกิจการ และจะสรรหาวันหยุดพักผ่อนให้ตัวเองได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่หลายๆคนไม่มีทางทำได้

หลายคนมีคุณสมบัติ แต่ไม่มีทุน อด
หลายคนมีทุน แต่ขาดคุณสมบัติ ทำได้แต่เจ๊ง
หลายคนไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีทุน ฝันไปก่อน
มีแค่บางคนที่พอจะมีคุณสมบัติ และพอจะมีทุน ก็ลุ้นกันต่อไป

ดีใจที่โชคดีในวันนี้ แต่อนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่ง่ายเลย

ความสำเร็จเกิดจาก ฝีมือ หรือ อุปกรณ์

วันพฤหัส ที่ 4 มีนาคม 2010

หลังจากตอนนี้ ASTG หรือแข่งยิง BB Gun โดยใช้เกราะสัญญาณในการตัดสินกำลังบูม เลยได้เข้าร่วมจอยด้วยเล็กน้อย สิ่งที่พบตอนนี้คือ “เฮ้ย แต่งปืนแบบนู้น แบบนี้” “ทำปืนแบบนี้ดีกว่า” “ขึ้นปืนยังงี้ รอของก่อน”

เอ่อ มันก็ดีนะทำปืนให้ดีให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ แต่ไม่ซ้อม ???? งงแดก นานๆซ้อมที ซ้อม 2 เกมหอบ แล้วแบบนี้จะแต่งปืนไปทำไมเนี่ย แต่งไปความสามารถก็ไปไม่ถึงอยู่ดี เอาเวลารอของมาซ้อมให้อยู่ตัว พัฒนาฝีมือให้เข้าขั้นยังดีกว่าหรือเปล่า ถ้าเป็น ATCS ยังดีใครไม่ซ้อมก็ช่าง เราซ้อมเองที่บ้านได้ แต่นี่ต้องเล่นเป็นทีม แต่ไม่ซ้อม มันก็มีแต่ย่ำอยู่กับที่ ปืนดีสุดๆแต่ฝีมือเท่าเดิม แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับทีมที่พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องล่ะ ถึงเข้ารอบไปลึกๆก็หมดแรงอยู่ดี Y_Y

กีฬาทุกชนิดแหละ การพัฒนาฝีมือคือการหมั่นซ้อม โดยเฉพาะกับคนที่ฝีมือเหนือกว่าหรือโค้ชที่ดี จะทำให้ก้าวไปได้ไกลและเร็ว ที่เหลือคือพรสวรรค์ ส่วนอุปกรณ์แน่นอนว่ามีส่วน แต่ไม่เท่าฝีมือหรอก ทุกวันนี้เราโฟกัสผิดหรือเปล่าครับ มองอุปกรณ์มาอันดับ 1 เหรอ ของดีแล้วฝีมือจะดีตาม ???

ตรูล่ะอยากซ้อม อยากฝึก อยากเก่ง แต่ไม่รู้จะไปซ้อมเวลาไหนกับใครดี อยากได้แบบหนักๆถึกๆ ช่างเถอะ ขอตัวข้ามไปเล่น paintball แล้ว หุหุ ส่วน ASTG ถ้ารวมเฉพาะตอนแข่งแบบนี้ ขอบายละนะจ้ะ ซ้อมแค่นี้แล้วเมื่อไหร่หนูจะตามพี่ๆทันอ่ะคร๊าบบบ

จอมยุทธ์ยอดฝีมือไซร้ แม้ปืนเดิมๆก็ไร้เทียมทาน 5555 อยากเป็นแบบนี้มากกว่า

Xtream ใหม่อีกอย่างกับกีฬา Paintball

วันจันทร์ ที่ 1 มีนาคม 2010

หลังจากเล่นบีบีมานาน เลยอยากหาอะไรท้าทายใหม่ๆเล่นบ้าง เป็นสาเหตุให้โดน PB เข้าไป ปืนแพงกว่านกอีก 555 แต่มันส์มาก มือใหม่เอี่ยมเพิ่งเริ่มหัดเล่น

Marker: BOB LONG Victory + Tadao OLED w/ USB board
Tank: Guerilla 68/4500
Hopper: Dye Rotor
Mask: Dye I4

เป็นนายตัวเอง #1 ตอน ทำไมไม่ทำงานออฟฟิค

วันพุธ ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2010

จำได้ว่าตอนจบ ป.ตรีใหม่ๆ เคยไปสมัครงานตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ที่บริษัทหนึ่งบนตึก Zuellic House แถวสีลม ไปถึงก็สัมภาษณ์กับหัวหน้าซึ่งเป็นฝรั่ง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นอะไร สิ่งที่ได้รับรู้จากการไปสัมภาษณ์งานคือ

1. รถโคตรติด เดินทางเนิ่นนาน น่ารำคาญ เสียเวลา หงุดหงิด ใช้ชีวิตกับการเดินทางวันละ 3 ชั่วโมง
2. ตอนเที่ยงพักกลางวันพร้อมๆกันหลายบริษัท กรูกันไปกินข้าวอย่างกับเวลาโยนข้าวสารให้นกลงมารุมกิน
3. พนักงานหรือลูกจ้างหลายๆคน ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของบริษัท ปั้นหน้า ขี้เก๊ก ต้องทำตัวร่ำรวยดุจดังบริษัทนี้เป็นของกู
4. เหมือนกลับไปเป็นเด็กมัธยมที่ต้องเข้าเรียนและเลิกเรียนตามเวลา มีการบ้านให้ทำ มีสอบเลื่อนชั้น จาก ม.1 ไป ม.2
5. แต่เอาเข้าจริงเหมือนทำงานไปวันๆ รอเงินเดือนออก ไม่ได้มีความต้องการจะก้าวหน้ามากมาย ถึงขยันไปก็เงินเดือนเท่าเดิม เน้นทำน้อยๆแต่ทำนานๆ เพื่อ OT

เอาแค่นี้ก่อน ทุกอย่างเป็นความคิดส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้มาจากการวิจัย ไม่ได้เป็นผลสำรวจจากโพลใดๆ แล้วจะเอาชีวิตไปอยู่ในวังวนความน่าเบื่อแบบนี้ทำไมล่ะ วันๆทำงาน ถือแก้วสตาร์บั๊กโชว์ฐานะทั้งวันอะไรแบบนั้น ไม่ใช่แนวเราเลยแม้แต่น้อย

สุดท้ายก็หาทางทำธุรกิจเองดีกว่า แน่นอนว่าเหนื่อยกว่าพวกลูกจ้างออฟฟิคแน่ๆ ทั้งการควบคุมตัวเอง การสร้างความก้าวหน้าด้วยตัวเอง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต้องรับผิดชอบธุรกิจเล็กๆให้เจริญเติบโตได้ ยังจำได้ดีเดือนแรกรายได้ 5000.- บาท เท่านั้นเอง ห้าๆๆ

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมาทำธุรกิจส่วนตัวได้ เพราะติดเรื่องคุณสมบัติของตัวเอง เอาไว้คราวหน้ามาพล่ามต่อภาคสอง

New Vision

วันพฤหัส ที่ 21 มกราคม 2010

หลังจากนัดตรวจสภาพตาเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 53 ลุ้นจนถึงตอนเจอหมอถึงรู้ผลว่าสามารถทำเลสิคได้ เพราะตอนแรกตรวจความหนากระจกตาแล้วมันบางไปนิด โชคดีไปตรวจใหม่ด้วยอัลตร้าซาวด์แล้วผ่าน ไม่งั้นอาจต้องยิงด้วยวิธี PRK ซึ่งทรมานกว่าแน่ๆเลยอ่ะ

หลังจากตรวจเสร็จก็ถึงเวลานัดวันยิงเลสิค เจ้าหน้าที่แจ้งว่าหมอว่างวันที่ 20 กับ 21 ม.ค. พอดีเลย ก็เลยเอาวะไม่อยากตื่นเต้นนาน รอนานก็ยิ่งลุ้นนาน นัดยิงวันที่ 20 ม.ค. ซะเลย รวดเร็วทันใจแทบจะตั้งตัวไม่ทัน กลับจาก TRSC ก็ต้องไปตรวจ Anti-HIV ก่อนเพราะต้องใช้ผลไปให้หมอก่อนยิงเลสิค ตรวจตอนสามทุ่มนั่งลุ้นผลจนถึงสี่ทุ่ม กางใบตรวจเลือดออกมา พบว่า non-reactive เป็นอันเรียบร้อย

จนถึงวันที่ 20 ม.ค. ห้าโมงเย็น ได้เวลายึ้นเขียง หึหึหึ เริ่มจากกินยาคลายเครียดก่อนเข้าห้องผ่าตัด จากนั้นเข้าไปทำการหยอดยาชาและยาปฏิชีวนะ จนได้เวลาขึ้นเขียงของจริง ใช้เวลาทำจริงๆบนเตียงผ่าตัดสั้นมาก ไม่เกิน 10 นาทีก็เสร็จแล้ว เสียวนิดๆลุ้นหน่อยๆ แต่ก็สนุกดี เริ่มจากใช้แผ่นเหนียวๆคล้ายสติ๊กเกอร์ติดบนหน้าเพื่อถ่างเปลือกตา แล้วจึงแยกชั้นกระจกตาทั้งสองข้างออกมา แล้วเปิดกระจกตาขึ้น เอาเลเซอร์ยิงเสียงดัง ปึดๆๆๆ พร้อมกับกลิ่นไหม้ของเนื้อเยื่อ ถ้านึกไม่ออกให้เอาไฟเผาเส้นผมแล้วดมดูคล้ายๆกัน หอมกรุ่นน่ากินมากเลย ห้าๆๆ ยิงเสร็จข้างนึงก็ปิดกระจกตาเข้าที่ตามเดิม ทำจนครบสองข้างเป็นอันเสร็จพิธี จากนั้นก็เดินแบบมึนๆนิดๆไปนั่งหยอดยาอีกรอบพร้อมทั้งปิดตาเป็นไอ้มดแดง แบบนี้ก่อนกลับบ้าน (รูปถ่ายที่บ้าน)

นอนเป็นมดแดงอยู่วันนึง จนถึงวันนี้ (21 ม.ค. 53) หมอนัดเอาฝาครอบตาออก ตอนนี้มองสองตาปกติแล้ว ไม่ต้องพึ่งแว่นสายตาอีกต่อไป โลกสดใสขึ้นเยอะเลย เหลือแค่หยอดยาฆ่าเชื้อกับน้ำตาเทียมอีกอาทิตย์นึง หลังจากนั้นไปตรวจสภาพตาอีกรอบ ก่อนจะเริ่มใช้ชีวิตปกติได้ ส่วนกีฬาหนักๆต้องพักไว้ราวๆสองสัปดาห์

TRSC บริการดีมากๆ คุ้มกับราคาที่จ่ายไป ถึงจะจ่ายเป็นเงินค่อนข้างสูง แต่จ่ายครั้งเดียวจบ นัดตรวจ นัดทำอะไรเพิ่มไม่มีค่าบริการอื่นใดอีกแล้ว จะมีก็เฉพาะค่ายา แต่ที่ประทับใจจริงๆคือบริการและสถานที่ เยี่ยมจริงๆ มีเก้าอี้นวดให้ตอนหยอดยาขยายม่านตาในวันตรวจ มีคอมให้นั่งเล่นรอ มีตู้เกมจิ้มๆให้เล่น มีน้ำผลไม้สะอาดเย็นๆให้กิน มีกาแฟสดๆให้ชง และมีเจ้าหน้าที่น่ารักๆบริการดี จนถึงหมอที่เต็มไปด้วยประสบการณ์

เริ่มมืดแล้ว ขอออกไปทดสอบสายตาตอนกลางคืนก่อนละ ว่ามีภาวะแสงกระจายบ้างรึเปล่า แต่เท่าที่ดูตอนนี้ไม่มีอะไรข้างเคียงเลย เพราะใช้เลเซอร์แบบดีสุด สายตาสั้นไม่มาก(สั้น+เอียงแต่ละข้างน้อยกว่า 600) และสุดท้ายคือ ดวงดี เลยไม่เจอผลกระทบ ซึ่งถ้าบางคนเจอ มันก็จะค่อยๆหายไปเองใน 1 เดือน ยกเว้นซวยโคตรๆประมาณว่า <1% ที่จะมีติดตัวไปตลอด